ตำลึง สมุนไพร ที่มีสรรพคุณทางยา และยังเป็นพืชผักสวนครัวที่นิยมนำมาประกอบอาหาร อย่างตำลึง ที่เราพบเห็นได้ทั่วไป ตามรั้วบ้าน หรือสวนผัก ของคนต่างจังหวัด จัดว่าเป็นพืชสมุนไพร ที่พบได้ง่ายและมีสรรพคุณทางยาที่มากมาย

ตำลึง เป็นพืชสมุนไพร ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Coccinia grandis (L.) Voigt มีลักษณะเป็นไม้เลื้อยเกาะ ส่วนมากก็จะเกาะกับรั่ว หรือต้นไม้ใหญ่ รวมทั้งไม้ปักหลักต่างๆ ใบมีสีเขียว มีลักษณะเป็นแฉกๆ 3 แฉกบ้าง 5 แฉกบ้าง ตรงโคนของใบจะโค้งเข้าหากันมีลักษณะเหมือนรูปหัวใจ และมีผลเป็นรูปทรงวงรีออกสีเขียวอ่อน ผลจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อเริ่มแก่จัด

สรรพคุณทางยาของ ตำลึง

ตำลึง เป็นสมุนไพรที่เชื่อกันว่า มีสรรพคุณทางยาที่ดีเยี่ยม หลากหลายอย่างด้วยกัน ตัวย่างอาทิเช่น

1.ส่วนของราก ตำลึง สามารถนำมาต้มและดื่มเป็นประจำ เพื่อช่วยลดไข้ แก้อาการอาเจียน

2.หรือนำรากของ ตำลึง นำมาบดให้ละเอียด สามารถแก้อาการพิษที่เกิดจากแมลงกัดต่อยได้

3.เถา หรือลำต้นของ ตำลึง สามารถนำมาต้มดื่ม เชื่อว่าช่วยดูสุขภาพของคนที่เป็นโรคเบาหวานได้

4.ใบของ ตำลึง รวมทั้งยอดตำลึง นอกจากจะสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารแล้ว ยังสามารถนำมาต้มน้ำดื่ม ช่วยบรรเทาอาการเป็นไข้ ตัวร้อน และยังทำให้เจริญอาหารดีอีกด้วย

5.ส่วนของใบตำลึงยังสามารถนำมาบด หรือทำให้ละเอียดใช้ช่วยในการถอดพิษต่างๆ อาทิ พิษที่เกิดจากแมลงกัดต่อย และยังช่วยลดอาการปวม รวมทั้งลดอาการอักเสบได้ดีอีกด้วย

6.ดอกของตำลึง รวมทั้งผลของตำลึง เราสามารถนำมาตำหรือบดให้ละเอียด รวมทั้งสามารถจะขยี้ใบบนฝ่ามือก็ได้ จากนั้นนำมาทาผิวหนังตรงบริเวณที่เป็นผดผื่นคัน เพราะแก้อาการเป็นผดผื่นคันได้เป็นอย่างดี

7.ตำลึง ถูกนำไปศึกษาและผลจากการศึกษาพบว่า ตำลึงมีฤทธิ์สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานได้ดีในระดับหนึ่ง ปัจจุบันจึงมีการแนะนำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานทานตำลึงบ่อยๆ นั้นเอง

8.ตำลึง ยังเป็นพืชสมุนไพร ที่สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยบำรุงผิวพรรณได้ดีอีกด้วย

9.หากเรารับประทานตำลึงเป็นประจำอยู่บ่อย สามารถช่วยบำรุงและลดความเสื่อมในเรื่องของสายตาได้

ตำลึง สมุนไพรแก้พิษ

ตำลึงนอกจากจะเป็นพืชผักสวนครัว ที่สามารถประกอบอาหารได้แล้ว จากความเชื่อในสมัยโบราณ ที่ถูกส่งต่อกันมานาน หลายสิบปี ตำลึงเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ได้การยอมรับว่ามีสรรพคุณทางยาที่มากมาย และเด่นในเรื่องบรรเทาอาการที่เกิดจากพิษแมลงกัดต่อย หรือผดผื่นตามผิวหนัง เป็นต้น

Comments

comments