โรคฉี่หนู หรือที่รู้จักกันดีในชื่อทางการแพทย์ว่า โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) ถือเป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียจากสัตวสู่คน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ในหน้าฝนและมักมีน้ำท่วมขังอยู่ที่บริเวณต่าง ๆ  โดยเชื้อจากแบคทีเรียต่าง ๆ นั้นจะกระจายอยู่ในน้ำ เมื่อผู้คนมีการเดินหรือย่ำน้ำหรือลุยน้ำเชื้อก็จะสัมผัสกับร่างกายโดยตรง

โรคฉี่หนูเป็นโรคที่ร้ายแรงหรือไม่

โรคฉี่หนู ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่มีความร้ายแรง เนื่องจากเป็นโรคที่ส่งผลเสียรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ และยังเป็นโรคที่ไม่หายขาดเนื่องจากสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

โรคฉี่หนู เกิดจากอะไร

โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อโรคระบาดในกลุ่ม Leptospira ซึ่งพบในสัตว์ที่มีฟันแทะ ไม่เพียงแต่ในหนูเท่านั้นแต่ยังพบว่ามีการติดเชื้อนี้ได้จาก สุนัข วัว ควาย ซึ่งสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายของคนได้ 2 ทางคือ

  • การติดต่อทางตรง ด้วยการสัมผัส หรือรับเชื้อโดยตรงเช่นถูกกัด หรือกินน้ำหรืออาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อเข้าไป
  • การติดต่อทางอ้อม ด้วยการที่ฉี่ปะปนอยู่ในน้ำหรือดินแล้วเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล หรือนำมือไปสัมผัสเชื้อมาสัมผัสเยื่อบุต่างๆ

ผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จะมีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยที่ติดโรคนี้มักจะเริ่มมีอาการหลังรับเชื้อภายใน 4 –10 วัน โดยจะมีอาการไข้สูง ปวดหัวรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน ในบางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย  หรืออาจมีอาการรุนแรงจนส่งผลให้เกิดตับและไตวายในที่สุด

จะรักษาโรคฉี่หนูได้อย่างไร

ส่วนมากแพทย์จะรักษาผู้ป่วยโรคนี้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนนิซิลิน ( penicillin) เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) สเตร็ปโตมัยซิน (streptomycin) หรือ อิริทรอมัยซิน (erythromycin) พร้อมกับแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอ

หลีกเลี่ยงอาการติดเชื้อโรคฉี่หนูได้อย่างไร

  • หลีกเลี่ยงการไปในแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใส่รองเท้ายางกันน้ำ หรือกางเกงกันน้ำ
  • ไม่ควรเดินแช่น้ำ หรือย่ำโคลนเป็นเวลานาน
  • ระวังน้ำไม่สะอาดเข้าตาหรือจมูก
  • รับประทานอาหารปรุงสุกและเก็บในที่มีฝาปิดมิดชิด
  • ผักสดผลไม้ควรปรุงสุกและล้างให้สะอาดก่อนนำมารับประทานหรือนำมาปรุงอาหาร
  • ไม่รับประทานน้ำแข็งที่ไม่สะอาด หรือหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำแข็ง
  • ไม่ควรทิ้งขยะโดยไม่มีฝาปิด เพื่อป้องกันหนูเข้ามาแทะกินเศษอาหารที่ทิ้งไว้

Comments

comments