คงเคยได้ยินเป็นประจำนะคะว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ อย่างนี้ก็แสดงว่าดวงตาเป็นสิ่งสำคัญของเราทุกคน สำหรับคนที่เกิดมามีดวงตาที่สมบูรณ์แบบ ตาไม่เข ไม่เหล่ก็โชคดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ

“วันนี้ดิฉันเองมีประสบการณ์จากญาติคนนึงมาเล่าให้คุณแม่ยุคใหม่ได้รับทราบถึงโรคร้ายแรงอีกโรคนึงที่เกิดขึ้นกับลูกชายของเค้าเองที่ได้เจอมาเกี่ยวโรคตานี่แหละค่ะ มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของญาติดิฉันค่ะ”

เมื่อช่วงที่ผ่านมานี่เองค่ะดิฉันได้พบกับญาติคนนึงแล้วเราก็คุยกันหลายเรื่องเพราะนานๆ จะเจอกันทีแล้วก็ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับลูกชายของญาติว่าเป็นมะเร็งจอประสาทตา หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Retinoblastoma ค่ะ และที่น่าตกใจมากก็คือว่าลูกชายของญาติได้ควักลูกตาข้างที่เป็นมะเร็งจอประสาทตาออกเหลือตาข้างเดียวค่ะ และที่สำคัญเป็นได้ไม่นานเองค่ะก็ถึงกับเป็นขั้นรุนแรงแล้ว สุดท้ายก็ต้องควักลูกตาออกเพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

สาเหตุเกิดจากการที่เด็กเค้าไปเล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็ทรายเข้าตาค่ะแม่ของเด็กก็คิดว่าไม่เป็นไรมากแค่ล้างออกก็คงจะพอแล้ว ตอนนั้นเด็กก็เริ่มตาแดงนิดๆแล้ว แต่แม่ของเด็กคิดว่าเดี๋ยวก็คงจะหายเอง นี่แหละค่ะเป็นการคิดที่ผิด ก็ไม่ได้พาลูกไปหาหมอ จนกระทั่งผ่านไปเป็นอาทิตย์ เด็กยังตาแดงไม่หายสักทีเริ่มใจไม่ดีแระ เลยพาเด็กไปหาหมอตรวจก็พบว่าเป็นมะเร็งจอประสาทตา แม่เด็กก็ช็อคเลยล่ะค่ะเพราะนึกไม่ถึงว่าลูกเค้าจะเป็นโรคนี้ได้ ตอนนั้นความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรคนี้ยังมีไม่มากพอสำหรับพ่อแม่ของเด็กด้วย มะเร็งเป็นชื่อโรคที่น่ากลัวอยู่แล้วเพราะมะเร็งมีสิทธิ์เป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนที่มันจะลุกลามไปได้  เพราะการมองข้ามในสิ่งเล็กๆน้อยๆ คิดแต่ว่า “ไม่เป็นไร” จึงเป็นเหตุของการเสียลูกตาของลูกไปจะบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้นะคะ

ปัญหาสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ผู้ปกครองยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งจอประสาทตาในเด็กน้อยมาก และไม่ทราบลักษณะอาการของโรคนี้ เลยไม่ค่อยได้สังเกตกับความผิดปกติของตาเด็ก ทำให้พาเด็กไปรักษาไม่ทัน เพราะยิ่งปล่อยทิ้งไว้จะทำให้จอประสาทตาได้รับความเสียหาย จนต้องควักลูกตาออก  ถ้าไม่รักษาแบบนี้โรคมะเร็งจอประสาทตาจะลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย   ทำให้ไม่สามารถรักษาได้และถึงขั้นเสียชีวิตเลยเชียวนะคะ เมื่อคุณแม่ทราบแบบนี้แล้วก็ให้หมั่นสังเกตลักษณะตาของเด็กเพื่อให้ได้รับการรักษาได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องค่ะ

คุณแม่ยุคใหม่คะเรามารู้จักกับโรคจอประสาทตากันดีกว่าค่ะว่าคืออะไร และสาเหตุเกิดจากอะไร ???

โรคมะเร็งจอประสาทตา 
โรคมะเร็งจอประสาทตา

โรคมะเร็งจอประสาทตา (Retinoblastoma) เป็นมะเร็งที่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ถ้าได้รับการรักษาไม่ทัน เกิดขึ้นในลูกตาที่พบได้ในวัยเด็กมากที่สุด และเป็นได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี และจะพบได้น้อยมากที่เริ่มเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาหลังอายุ 7 ปีไปแล้ว โรคมะเร็งจอประสาทตาเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กตาบอดได้ถ้าเป็นขั้นระยะสุดท้าย และได้รับการรักษาไม่ทัน แต่ถ้าเด็กเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ตาก็จะไม่บอดค่ะ

สาเหตุการเกิดของโรคมะเร็งจอประสาทตา

  • จากพันธุกรรม
  • ความผิดปกติในการแบ่งตัวของเซลล์จอตา
  • ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ (ถ้าครอบครัวมีประวัติโรคมะเร็งจอประสาทตา เด็กก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น)

ร้อยละ 40 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา เกิดจากทางพันธุกรรม มักจะเป็นทั้ง 2 ข้าง มักจะเป็นกับเด็กเล็กจนถึงอายุ 5 ปี

  • กรณีที่ในครอบครัวเคยมีประวัติว่าเป็นมะเร็งจอประสาทตา และลูกคนแรกเคยเป็นโรคนี้ ลูกคนถัดไปมีโอกาสเป็นมะเร็งจอประสาทตาได้ ประมาณร้อยละ 45
  • กรณีที่ในครอบครัวนี้ไม่มีประวัติเป็นมะเร็งจอประสาทตา หรือไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่มีลูกคนแรกเป็นโรคนี้ ลูกคนถัดไปมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาได้ประมาณร้อยละ 4 เท่านั้น

ร้อยละ 60 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม จะเป็นเพียงข้างเดียว พบได้ในเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปีเช่นกันค่ะ แต่หลังจากอายุ 7 ปีไปแล้วก็จะพบน้อยมาก แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นข้างเดียวโอกาสที่จะเป็นอีกข้างก็มีนะคะคุณแม่ทั้งหลายอย่าได้วางใจต้องติดตามอาการอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ หลังจากที่ได้รับการรักษาค่ะ

อาการของโรคจอประสาทตา

  • มองเป็นจุดขาวๆในตาดำ หรือตาวาวๆในตอนหัวค่ำ อาการนี้จะพบบ่อยมากและเป็นอาการ สำคัญที่สุด ถ้าคุณแม่พบเห็นอาการนี้ให้รีบพาพบจักษุแพทย์ทันทีเลยนะคะอย่ารอช้า เพื่อให้แพทย์ทำการตรวจอย่างละเอียด
  • ตาเข ตาเหล่
  • มีเลือดออกในช่องหน้าลูกตา
  • ลูกตาสั่น
  • ตาอักเสบ/กระบอกตาอักเสบ/เบ้าตาอักเสบ
  • ต้อหิน
  • อาการอื่นๆ เช่น ตาแดง หนองในช่องหน้าลูกตา ตาโปน ตามัว

การรักษา

ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เป็นข้างเดียวหรือสองข้างมากน้อยแค่ไหน และการมองเห็นมีหรือไม่อย่างไร ต้องให้แพทย์วินิจฉัยอีกครั้งเพื่อทำการรักษาที่ถูกต้องค่ะ

  • ผ่าตัดเอาลูกตาออกถ้ามีความรุนแรงมาก (แพทย์ไม่สามารถรักษาการมองเห็นได้) เพื่อรักษาชีวิตเด็กไว้ไม่ให้มะเร็งลุกลามแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ถ้าปล่อยไว้อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ (วิธีนี้เป็นเรื่องที่ลำบากใจ และทรมานใจมากสำหรับคุณแม่และผู้ปกครองค่ะ)
  • วิธีการฉายแสง หรือให้ยาเคมีบำบัด (แพทย์ยังสามารถรักษาการมองเห็นได้) เพื่อให้ก้อนเนื้อมะเร็งเล็กลง ง่ายต่อการผ่าตัด
  • การยิงเลเซอร์ ใช้ลำแสงเลเซอร์ทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งที่มีขนาดเล็ก
  • จี้ด้วยความเย็น ใช้รักษาได้กับเฉพาะมะเร็งที่มีขนาดเล็กมาก และจะให้ดีก็ต้องมีการจี้หลายๆ ครั้ง แต่ไม่ควรรักษากับมะเร็งที่มีหลายก้อน
  • การรักษาอาจจะดูน่ากลัวสำหรับโรคมะเร็งจอประสาทตา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ควรจะปฏิบัติตามที่จักษุแพทย์ได้ระบุวิธีรักษานะคะ เพื่อลูกน้อยของคุณจะได้ไม่เสียดวงตาไป

การตรวจเพิ่มเติมเพื่อการรักษา

  • มีการตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุอื่นๆ
  • มีการสแกนสมองและลูกตาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตรวจการลุกลามแพร่กระจายของเชื้อมะเร็งแพทย์จะได้วางแผนการรักษาให้ถูกต้อง
  • มีการเจาะไขสันหลังตรวจเชื้อมะเร็งว่าแพร่กระจายหรือไม่

“อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งจอประสาทตาสามารถรักษาหายได้ค่ะ ถ้าได้รับการรักษาได้ทันและถูกต้องตามที่จักษุแพทย์วินิจฉัยค่ะ รู้อย่างนี้แล้วคุณแม่และผู้ปกครองทั้งหลายก็อย่าได้นิ่งนอนใจกับอาการที่พบเห็นในตาของลูกน้อยของคุณกันนะคะ รู้ทันป้องกันโรคได้ค่ะ

 

Comments

comments