โรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome)

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า ไวรัสเอดส์ (Human Immunodeficiency Virus : HIV) เข้าไปทำลายระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ไม่สามารถต้านทานต่อโรคได้เพราะว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยบางรายถึงกับเสียชีวิตเพราะเชื้อไวรัสแพร่กระจายไปทั่วร่างกายโดยที่ผู้ป่วยไม่สามารถรู้ได้ว่าได้รับเชื้อไวรัสเอดส์มานานหรือยังเพราะว่าเชื้อนี้จะใช้เวลาในการก่อตัวนานพอสมควรและจะไม่แสดงอาการใดๆ ในระยะแรกๆ ที่ติดเชื้อ

เชื้อไวรัสเอดส์เป็นเชื้อที่มีขนาดเล็กมากและเป็นเชื้อไวรัสที่มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากเชื้อไว้รัสชนิดอื่นๆ  ดังนี้

  • ภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สามารถทำลายเชื้อนี้ได้ ไวรัสนี้จะหลบหนีจากการทำลายเข้าไปอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาว
  • ไวรัสนี้สามารถอาศัย enzyme พิเศษของมันเองไปกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้มีการสร้าง gene โดยที่ตัวมันเองไม่ต้องแบ่งตัว ก็ทำให้เพิ่มจำนวน gene ของไวรัสนี้ได้อย่างรวดเร็วจนสามารถไปทำลายเม็ดเลือดขาวที่ตัวมันไปอาศัยอยู่ได้
  • ไวรัสนี้มันสามารถไปกระตุ้นให้เซลล์บางชนิดในร่างกายแตกตัวอย่างรวดเร็วทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆได้

การติดต่อของโรคเอดส์ 

  1. ทางเพสสัมพันธ์ (รวมทั้งรักร่วมเพศด้วย)
  2. ทางเลือด
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น
  • การมีบาดแผลและได้ไปสัมผัสกับเลือดของคนเป็นโรคเอดส์
  • การใช้ของมีคมร่วมกันโดยที่ไม่รู้ว่าคนนั้นเป็นโรคเอดส์
  • ทารกอยู่ในครรภ์ก็สามารถได้รับเชื้อเอดส์จากแม่ที่เป็นโรคเอดส์ และจากนมแม่ที่เป็นโรคเอดส์ด้วยค่ะ

“วิธีการติดต่อของโรคเอดส์นั้นมีได้หลายวิธีเลยนะคะแล้วแต่ปัจจัยเสี่ยงแตกต่างกันออกไปค่ะ”

สาเหตุและปัจจัย (พฤติกรรม) เสี่ยงต่อโรคเอดส์

  1. ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้ง่าย
  2. การมีเพศสัมพันธ์
  3. การมีบาดแผล
  4. การติดเชื้อโรคอื่นๆที่เชื้อโรคเอดส์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
  5. การมีคู่นอนหลายคน
  6. การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  7. ติดเชื้อกามโรค  และยังมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ (รักร่วมเพศ หรือ สำส่อนทางเพศ)
  8. มีสามีหรือภรรยาติดเชื้อเอดส์

บางคนอาจคิดว่าตัวเองไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ก็เลยละเลยไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับโรคเอดส์

แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเราก็ควรจะป้องกันตนเองไว้ก่อน   โดยการศึกษาหาความรู้

เกี่ยวกับโรคเอดส์  และช่วยเผยแพร่ความรู้ให้คนรอบข้างรู้วิธีหลีกเลี่ยงการติดเชื้อเอดส์ด้วยนะคะ

อาการของผู้ติดเชื้อโรคเอดส์

“อาการของผู้ติดเชื้อโรคเอดส์นั้นสรุปโดยรวมๆ ก็คือแบ่งเป็น 3 ระยะของการเป็นโรคดังนี้ค่ะ”

ระยะที่ 1

ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ  (Asymptomatic Stage or Carrier Stage) หรือเรียกว่า ระยะติดเชื้ออาการของโรคยังไม่แสดงออกจะดูเหมือนคนที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการ คงจะมีการเจ็บป่วยทั่วๆไป เป็นหวัด เป็นไข้เหมือนคนปกติที่เป็นค่ะ หาหมอรักษาก็หายไม่ปรากฏโรคแทรกซ้อนใดๆ ในบางรายที่ติดเชื้อก็อยู่ในระยะนี้อีก   2-3   ปี (บางคนอาการไม่แสดงนานถึง 10 ปี) แต่ผู้ติดเชื้อระยะที่ 1 ก็สามารถแพร่เชื้อให้กับบุคคลอื่นๆ ได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการของโรคเลยก็ตาม

ระยะที่ 2

ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์  (Aids Related Complex หรือ ARC) มีผลเลือดเป็นบวก และยังอาจมีอาการอื่นๆ ที่เห็นได้ชัด เช่น
–  ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันนานกว่า  3  เดือน
–  น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วใน 1  เดือน
–  อุจจาระร่วงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุนานเกิน  1  เดือน
–  มีฝ้าขาวที่ลิ้นและในลำคอ
–  มีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
–  มีการติดเชื้อแทรกซ้อนที่ไม่ร้ายแรง (เริมที่ไม่ลุกลาม  วัณโรคที่ไม่แพร่กระจาย)  อาจจะเป็นอยู่นานหลายเดือนหรือเป็นปี กว่าจะกลายเป็นระยะเอดส์ในระยะเอดส์เต็มขั้น (ระยะที่ 3)

ระยะที่ 3

ระยะเอดส์เต็มขั้น  (Full Blown AIDS) หรือ “โรคเอดส์” เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำลายมาก (เม็ดเลือดขาวถูกทำลายจนเกือบหมด) มีผลต่อการป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคที่ตามปกติไม่สามารถทำอันตรายต่อคนปกติได้ที่เรียกว่า “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” ซึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่น

  • ถ้าปอดบวมจากเชื้อ Pneumocystis carinii  ก็จะมีไข้ ไอ  หอบ  เจ็บหน้าอก
  • ถ้าเป็นเชื้อราของทางเดินอาหาร ก็จะมีอาการเจ็บคอ  กลืนลำบาก
  • ถ้าเป็นสมองอักเสบ  จากเชื้อ Cryptococcus  ก็จะมีอาการไข้ ปวดศีรษะมาก  คอแข็ง
  • ถ้าเป็นโรคเอดส์ของระบบประสาท โดยตรงก็จะมีอาการความจำเสื่อม  สติฟั่นเฟือน  ซึมเศร้า สมองเสื่อม แขนขาชา หรืออ่อนแรงชักกระตุก

บางรายอาจมีมะเร็งบางชนิด  เช่น  มะเร็งหลอดเลือด หรือ  Kaposi’s Sarcoma  โดยปรากฏเป็นจ้ำสีม่วงแดงคล้ำๆ ตามผิวหนัง  มะเร็งต่อมน้ำเหลือง  (Lymphoma)  พบเป็นก้อนโต ตามที่ต่างๆ ของร่างกาย

“เมื่อเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้น (ระยะที่ 3) แล้วส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในเวลาไม่นาน จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง  1 – 2 ปีเท่านั้น”

การวินิจฉัยโรคเอดส์ 

การตรวจวินิจฉัยโรคเอดส์ จะต้องตรวจดูสภาพภูมิของร่างกายว่าติดเชื้อเอดส์หรือไม่ และการตรวจผู้ป่วยเองจะต้องตัดสินใจตรวจโดยต้องปรึกษากับแพทย์ที่ตรวจถึงผลที่จะตามมา เช่น

  • ปัญหาทางสังคม
  • ปัญหาทางครอบครัว
  • ปัญหาการจ้างงาน/ เพื่อนร่วมงาน
  • ปัญหาการประกันชีวิตของผู้ป่วย
  • ความกลัว และวิตกกังวลของผู้ป่วย

การตรวจเชื้อโรคเอดส์ สามารถตรวจได้หลายวิธี

  1. ตรวจจากเลือด (ได้ผลตรวจเร็ว) มีความแม่นยำในการตรวจ ข้อควรระวังในการตรวจวิธีนี้คือ ถ้าหากผู้ป่วยมีเพียงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น หรือ ร่วมเพศโดยที่ไม่ได้สวมถุงยางอนามัยป้องกันหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับเชื้ออาจจะมีบางช่วงที่ตรวจเลือดไม่พบภูมิต่อเชื้อเอดส์ จะต้องรออีก 6 เดือนเพื่อที่จะมาตรวจโดยเจาะเลือดอีกครั้ง และการตรวจเลือดหาภูมิถ้าผลเลือดบวก โดยที่ผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ต้องมีการทดสอบซ้ำอีกครั้งนะคะ
  2. ตรวจจากปัสสาวะ และเยื่อเมือกในปาก ก็มีความแม่นยำในการตรวจรองจากวิธีตรวจเลือด
  3. การตรวจเลือดด้วยตัวเอง หมายถึง วิธีการหยดเลือดไว้บนกระดาษส่งเข้าห้องปฏิบัติการ แต่มีข้อควรระวัง คือ
  • จะไม่มีคำแนะนำต่างๆ ให้กับผู้ป่วย ผลเลือดออกมาจะเป็นบวกหรือลบผู้ป่วยควรจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการดูแลรักษาหรือการป้องกันการติดเชื้อเอดส์ด้วย เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเอง
  • การทดสอบแบบนี้อาจจะมีผลบวกหลอก เนื่องจากไม่ได้มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงตรวจ
  1. การตรวจหาตัวเชื้อ HIV โดยวิธี HIV RNA (viral load assay) ตรวจในกรณีที่มีผู้ป่วยมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น
  • ถูกเข็มฉีดยาจากผู้ป่วยตำ
  • ร่วมเพศกับผู้ที่ติดเชื้อโดยที่ไม่ได้ป้องกัน
  • ตรวจไม่พบภูมิคุ้มกันในเลือด

การตรวจเลือดวิธีนี้จะให้ผลบวกก่อนที่ภูมิจะขึ้น แต่ก็มีข้อผิดพลาดกรณีที่พบเชื้อปริมาณน้อย

การป้องกันโรคเอดส์

  1. งดมีเพศสัมพันธ์ถ้ามีการเสี่ยงภาวะติดเชื้อ
  2. ควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  3. ห้ามใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  4. ถ้ามีบาดแผลควรระวังอย่าให้ติดเชื้อ
  5. คู่แต่งงานไม่ควรปกปิดโรคภัยต่อกัน
  6. งดการสำส่อนทางเพศ
  7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ให้ร่างกายแข็งแรง
  8. หมั่นไปพบแพทย์ตรวจเช็คร่างกาย เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

การรักษาโรคเอดส์

  1. ถ้าตรวจพบว่ามีเชื้อเอดส์ในระยะเริ่มแรกให้เริ่มกินยาทันทีจะมีโอกาสรักษาให้หายได้ หมายถึงร่างกายของผู้ป่วยจะควบคุมไม่ให้เชื้อเอดส์ไปทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เอง โดยไม่ต้องกินยาทุกวันทั้งชีวิตเหมือนผู้ป่วยเอดส์ทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกำจัดเชื้อเอดส์ออกจากร่างกายได้หมดสิ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าผู้ป่วยสงสัยว่าตัวเองเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่าปล่อยความสงสัยไว้นาน ให้รีบมาหาแพทย์เพื่อทำการตรวจทันที เพราะถ้าติดเชื้อนานจะรักษาหายขาดไม่ได้เลยนะคะต้องเสี่ยงต่อการกินยาตลอดชีวิตเหมือนผู้ป่วยโรคเอดส์ทั่วไป ดังนั้นไม่ควรนิ่งนอนใจรีบพบแพทย์ดีที่สุดค่ะ
  2. การรักษาโรคเอดส์ยังไม่มีรายงานว่ามีการรักษาให้หายขาดได้โดยที่ไม่มีเชื้อเอดส์หลงเหลืออยู่ในร่างกายของผู้ป่วย แต่การวิจัยของแพทย์ไทยก็ยังคงวิจัยอยู่อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับยาต้านไวรัสเอดส์ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยจะต้องกินยาอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัดต่อการรักษาเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อ

ในเมื่อโรคเอดส์เป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงถึงกับยังไม่มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ต้องกินยาไปตลอดชีวิตของผู้ป่วยเองรู้อย่างนี้แล้วเราควรจะเริ่มดูแลสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรงปลอดภัยจากโรคร้ายกันดีกว่านะคะ แต่สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์แล้วก็ควรจะดูแลสุขภาพให้ดีเช่นเดียวกันค่ะอย่าท้อแท้ อย่าสิ้นหวังมาปฏิบัติตัวเองตามนี้เลยค่ะ

  • ทำจิตใจให้แจ่มใส
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ไม่ทำตัวเองให้อ่อนแอ
  • ไม่ประชดตัวเองและไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น
  • ลดเลิกการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ

“ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์อย่ากังวลใจให้ใช้ชีวิตประจำวันเป็นปกติเหมือนทั่วๆไป ทำชีวิตของตัวเองให้มีความสุข

อย่าทำร่างกายให้อ่อนแอเพราะจะทำให้เชื้อเอดส์แพร่กระจายได้เร็วขึ้น”

ขอให้ทุกท่านดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุดนะคะ

 

Comments

comments